เจาะเวลาหาอดีต: กำเนิดและจิตวิญญาณของภาษา C (The Spirit of C)

สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่คาบเรียนประวัติศาสตร์ (ฉบับโปรแกรมเมอร์) ครับ! ในฐานะ Instructor ผมมักจะบอกลูกศิษย์เสมอว่า “ถ้าคุณอยากเขียน C ให้เก่ง คุณต้องเข้าใจว่าคนสร้างเขาคิดอะไรอยู่ตอนที่สร้างมันขึ้นมา”

จากเอกสาร Effective C ได้เล่าถึงรากฐานและความเป็นมาของภาษา C ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะในบริบทที่เชื่อมโยงมาถึงการเขียนโปรแกรมแบบมืออาชีพในปัจจุบัน ผมสรุปให้เห็นภาพชัดๆ เพื่อปูพื้นฐานก่อนเริ่มเขียน Code กันครับ

ระดับความยาก: ⭐ (เกร็ดความรู้)
เวลาที่ใช้: 10 นาที

1. จุดเริ่มต้น: กำเนิดที่ Bell Labs (1972)

ภาษา C ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจนคือ “System Programming” (การเขียนระบบปฏิบัติการ) ครับ

  • ผู้สร้าง: ภาษา C ถือกำเนิดขึ้นในปี 1972 ที่ Bell Telephone Laboratories โดยสองตำนานคือ Dennis Ritchie และ Ken Thompson
  • เป้าหมาย: มันถูกออกแบบมาให้ทำงานใกล้ชิดกับ Hardware แต่ยังคงความยืดหยุ่นในระดับ High-level language เอาไว้ ซึ่งต่อมามันกลายเป็นรากฐานของระบบปฏิบัติการ UNIX และ Compiler ต่างๆ ทั่วโลก

2. ยุคสมัยแห่งมาตรฐาน (The Standards Timeline)

มือใหม่หลายคนจะงงกับคำว่า ANSI C, C89, C99 สรุปมันคืออะไรกันแน่? ไทม์ไลน์ที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลมีดังนี้ครับ:

  • K&R C (1978): Brian Kernighan และ Dennis Ritchie เขียนหนังสือ The C Programming Language ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานกลายๆ ในยุคแรก
  • ANSI C / C89 (1989): คณะกรรมการ ANSI ได้กำหนดมาตรฐานอย่างเป็นทางการครั้งแรก (ANSI X3.159-1989) เราเรียกเวอร์ชันนี้ว่า C89 หรือ ANSI C
  • C90 (1990): องค์กร ISO รับเอามาตรฐาน ANSI C มาใช้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ISO/IEC 9899:1990) ดังนั้น C89 และ C90 คือเนื้อหาเดียวกันครับ
  • C99, C11, C17, C23: เป็นการปรับปรุงมาตรฐานในยุคถัดมา ในงาน Embedded System หรือ Legacy Code เก่าๆ เรายังคงเห็นการใช้มาตรฐาน C89/C90 กันอยู่ แต่เครื่องมือสมัยใหม่ (เช่น GCC ใน STM32CubeIDE หรือ ESP-IDF) มักจะรองรับไปถึง C11, C17 หรือ C23 ล่าสุดแล้วครับ

แผนภาพอธิบาย 5 เสาหลักของ The Spirit of C

3. “จิตวิญญาณของภาษา C” (The Spirit of C)

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดครับ! เหตุผลที่ C ยังคงเป็นอมตะและได้รับความนิยมสูงสุดมาตลอด เป็นเพราะปรัชญาการออกแบบ 5 ข้อที่เรียกว่า “The Spirit of C”:

  1. Trust the programmer (ไว้ใจคนเขียน): ภาษา C สมมติว่าคุณรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ (เช่น การยุ่งกับ Memory โดยตรง) มันจะไม่ห้ามคุณ แม้ว่าสิ่งที่คุณทำอาจจะพังระบบได้ก็ตาม
  2. Don’t prevent the programmer from doing what needs to be done (อย่าขัดขวาง): เพราะ C เป็นภาษาระดับระบบ มันต้องยอมให้เราทำเรื่อง Low-level ได้ทุกอย่าง
  3. Keep the language small and simple (เล็กและง่าย): ตัวภาษาต้องกะทัดรัด ทำงานบนฮาร์ดแวร์ทรัพยากรจำกัดได้ดี
  4. Provide only one way to do an operation (ทางเดียวเท่านั้น): พยายามไม่สร้างกลไกซ้ำซ้อน
  5. Make it fast (ความเร็วคือพระเจ้า): ประสิทธิภาพมาก่อนเสมอ แม้จะต้องแลกมาด้วยความปลอดภัย (Safety) หรือความเป็นมาตรฐานข้ามแพลตฟอร์ม (Portability) ก็ตาม

4. บทสรุป: ทำไมเรายังต้องเรียน C?

แม้จะมีภาษาใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ Effective C ยืนยันว่า “โลกยังคงรันด้วยภาษา C” ไม่ว่าจะเป็น Windows, Linux, macOS หรือแม้แต่ Python และ Java ล้วนมีรากฐานมาจาก C

สำหรับเราชาว Embedded Engineer การเข้าใจประวัติศาสตร์และ “จิตวิญญาณ” ของมัน จะช่วยเตือนใจเสมอว่า “พลังที่ยิ่งใหญ่ (ประสิทธิภาพสูง) มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง (ต้องระวังเรื่อง Memory และ Safety เอง)” นั่นเองครับ!